หุ้นที่ซื้อได้ผลตอบแทนคุ้ม??

หุ้น

อัตราส่วนราคาต่อผลกำไร (Price to Earning Ratio หรือ P/E) อัตราส่วนยอดนิยมตัวนี้จะบอกนักลงทุนว่า ราคาหุ้นเป็นกี่เท่าของกำไรที่บริษัทสร้างได้ ซึ่งมีผลถึงระยะเวลาที่จำต้องใช้ในการคืนทุนของนักลงทุนด้วย เช่น บริษัทมี P/E 10 เท่า หมายความว่า ณ ราคาหุ้น 10 บาท บริษัทได้กำไรได้ 1 บาท หากบริษัทยังคงสถิติการทำผลกำไรปีละ 1 บาทไปเรื่อยๆในปีที่ 10 จะได้เงินคืนมา 10 บาท หรือคืนทุนนั่นเอง

อัตราส่วนราคาต่อกำไร = ราคาปัจจุบันนี้ / ผลกำไรต่อหุ้น

Price to Earning Ratio = Price / Earning per Share

นักลงทุนบางทีอาจเคยได้ยินนักวิเคราะห์พูดกันว่า หุ้นนี้จะต้องมี P/E เท่านั้นเท่านี้ แต่จริงๆแล้วค่า P/E ไม่ได้มีหลักเกณฑ์มาตรฐานที่แน่ๆ ขึ้นอยู่กับค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมและก็ค่า P/E ในอดีตของบริษัทเองด้วย เมื่อเปรียบเทียบแล้วผลออกมาว่า P/E สูงกว่าปกติหรือมากขึ้น เป็นไปได้ว่ามีนักลงทุนกำลังสนใจซื้อหุ้นตามข่าวสาร ทำให้ราคาพุ่ง แต่ผลกำไรที่ทำเป็นยังเหมือนเดิม หรือหุ้นกำลังเติบโต มีกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ได้รับความสนใจซื้อเพิ่มขึ้น P/E น้อยกว่าปกติหรือลดลง เป็นได้ว่านักลงทุนได้ค้นพบหุ้นดีราคาไม่แพง แต่ต้องสังเกตดีๆเพราะบางบริษัทได้กำไรเพิ่ม / ลดไม่แน่นอน เมื่อกำไรเพิ่มขึ้นแต่ละคราว P/E ก็ลดลง มองเป็นหุ้นดีราคาถูกได้

อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าหุ้นทางบัญชี (Price to Book Value Ratio)

เทียบให้เห็นว่า ถ้านักลงทุนซื้อบริษัทวันนี้ต้องใช้เงินมากหรือน้อยกว่าขณะที่เจ้าของบริษัทตั้งบริษัทขึ้นมาเท่าไร

อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี = ราคาปัจจุบัน / มูลค่าทางบัญชี

Price to Book Value Ratio = Price / Book Value per Shares

P/BV สูง หมายความว่า นักลงทุนต้องลงทุนสูงกว่าที่เจ้าของกิจการใช้ในการสร้างธุรกิจ ยิ่ง P/BV สูงมาก ยิ่งเท่ากับว่าจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเยอะกว่าเจ้าของมาก ต้องดูให้ดีว่าธุรกิจยังเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อไปได้หรือเปล่า

P/BV ต่ำ หมายความว่า บริษัททำเงินเติบโตต่อเนื่องและก็นักลงทุนได้ลงทุนด้วยเงินเกือบเท่ากับที่เจ้าของใช้จริงๆแม้กระนั้นต้องระวังว่าหากค่า P/BV ต่ำเกินไป อาจเป็นเพราะราคาทรัพย์สินบางอย่างในบริษัทลดลง

P/BV ไม่สามารถบอกประสิทธิภาพในการทำเงินจากสินทรัพย์ที่บริษัทถือครองอยู่ได้เลย ก็เลยต้องพิจารณาจากค่าอื่นประกอบรวมทั้งมองความสม่ำเสมอ และแนวโน้มของ P/BV ของบริษัทเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมด้วย

มูลค่าสุทธิของกิจการ (Enterprise Value)

เป็นมูลค่าของธุรกิจเมื่อคิดถึงหนี้ที่บริษัทได้ก่อไว้ด้วย เป็นอัตราส่วนที่ช่วยประเมินว่าบริษัทนี้กำลังถูกซื้อขายในตลาดหุ้นด้วยราคาที่ถูกหรือแพงกว่ามูลค่าของกิจการเท่าไหร่ นั่นเป็น ถ้ามาร์เก็ตแคป ของบริษัทต่ำกว่าค่าสุทธิของกิจการ แปลว่าหุ้นยังราคาถูกอยู่

ราคาสุทธิของธุรกิจ = มูลค่าตลาด + หนี้สิน – เงินสด

Enterprise Value = Market Cap + Debt – Cash and Investments

อัตราการจ่ายปันผล (Dividend Payout Ratio)

บอกนักลงทุนว่าบริษัทจ่ายปันผลเป็นสัดส่วนเท่าไรของผลกำไรต่อหุ้นในแต่ละปี แต่สมมุติบริษัทจ่ายปันผลเป็นสัดส่วน 100% ไม่ได้แสดงว่า บริษัทนำผลกำไรต่อหุ้นในปีนั้นๆมาจ่ายปันผลทั้งหมด แต่บางทีอาจเป็นการนำผลกำไรที่สะสมมาเรื่อยๆตั้งแต่ปีก่อนๆมาจ่าย

อัตราการจ่ายเงินปันผล (%) = (เงินปันผลต่อหุ้น / กำไรสุทธิต่อหุ้น) x 100

Dividend Payout (%) = (Dividend per Share / Earning per Share) x 100

บริษัทปันผลเป็นสัดส่วนน้อยหรือมาก ไม่ได้บ่งบอกว่าธุรกิจดีหรือแย่ เพราะในกรณีที่ผู้บริหารแลเห็นความจำเป็นจำต้องนำกำไรไปต่อยอดขยายธุรกิจ อาจไม่ชำระเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลย แต่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนแบบ Capital Gain ที่สูงขึ้น

อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)

พูดว่าหากนักลงทุนซื้อหุ้นที่ราคาหนึ่ง จะได้รับโบนัสคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของราคาที่จ่ายไป

อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (%) = (เงินปันผลต่อหุ้น / ราคาหุ้น) x 100

Dividend Yield (%) = (Dividend per Share / Price) x 100

บริษัทที่มี Dividend Yield สูง มักเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างอิ่มตัว ไม่ค่อยนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม ทำให้ผลตอบแทนจาก Capital Gain หรือการเพิ่มขึ้นของราคาไม่ค่อยเพิ่ม เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการได้ Passive Income เป็นเงินปันผลทุกไตรมาสหรือทุกปี โดยไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงสูงๆ

Author: Sylvia Roberts